Monday, January 4, 2010

ทำไมมุสลิมจึงกินอาหารเจไม่ได้ ?


ทำไมมุสลิมจึงกินอาหารเจไม่ได้ ?
โดย อ.มุรีด ทิมะเสน

มุสลิมในยุคปัจจุบันดำเนินชีวิตร่วมปะปนกับบุคคลที่ไม่ใช่มุสลิมเป็นจำนวนาก แต่ในการปะปนดังกล่าวบางครั้งมุสลิมเองก็แยกแยะไม่ออกว่าอะไรคืออิสลาม และอะไรที่ไม่ใช่อิสลาม จึงทำให้มุสลิมบางคนนำสิ่งที่มิใช่อิสลามมาปฏิบัติโดยเข้าใจว่าสิ่งนั้นอิสลามอนุญาตให้กระทำ หรือกระทำแล้วไม่เป็นอะไร ทำนองนี้เป็นต้น ผู้เขียนจึงตระหนักในเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง โดยก่อนหน้านี้ผู้เขียนเองได้เขียนเกี่ยวกับวัฒนธรรมที่ไม่ใช่อิสลามมาแล้วหลายเรื่อง เช่นเรื่อง ทำไมมุสลิมร่วมเทศกาลลอยกระทงไม่ได้? เป็นต้น แต่บทความต่อไปนี้ผู้เขียนจะนำเสนอเรื่องที่ใกล้ตัวมุสลิมเช่นกัน อีกทั้งผู้เขียนได้รับคำถามอยู่เสมอว่า “มุสลิมกินอาหารเจได้หรือไม่?” ดังนั้นบทความนี้จะเป็นคำตอบให้แก่มุสลิม และผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมได้เป็นอย่างดีว่า ตกลงหลักการศาสนาอนุญาตให้มุสลิมกินอาหารเจได้หรือไม่? (หมายเหตุ บทความดั่งต่อไปนี้เป็นบทความที่ชี้แจงให้มุสลิมโดยทั่วไปได้รับทราบว่า สาเหตุใดที่มุสลิมร่วมเทศกาลกินเจไม่ได้? เช่นนั้นจึงมีความจำเป็นอยู่เองที่จะต้องหยิบยกตำนาน และความเชื่อการกินเจมาอ้างอิงประกอบการเขียนเพื่อให้มุสลิมได้ทราบว่า ด้วยเหตุผลใดมุสลิมจึงร่วมเทศกาลกินเจไม่ได้เท่านั้นเอง แต่การหยิบยกตำนาน หรือความเชื่อดังกล่าวนั้นจึงมิใช่เพื่อเป็นการตำหนิแต่ประการใดทั้งสิ้น)

ความหมายของคำว่า “เจ”

คำว่า “เจ” ในภาษาจีนมีความหมายทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายานว่า “อุโบสถ” คำว่า “กินเจ” ตามความหมายที่แท้จริงคือการรับประทานอาหารก่อนเที่ยงวัน ดังเช่นที่ชาวพุทธในประเทศไทยถือ “อุโบสถศีล” หรือ “รักษาศีล 8” จะไม่รับประทานอาหารหลังจากเที่ยงวันไปแล้ว
แต่เนื่องจากการถืออุโบสถศีลของชาวพุทธฝ่ายมหายานไม่กินเนื้อสัตว์ จึงนิยมเรียก “การไม่กินเนื้อสัตว์” ไปรวมกับคำว่า “กินเจ” ซึ่งเป็นการถือศีลไปด้วย ในปัจจุบันผู้ที่รับประทานอาหารทั้ง 3 มื้อ แต่ไม่กินเนื้อสัตว์ก็ยังคงเรียกว่า “กินเจ” ฉะนั้นความหมายก็คือ “คนกินเจ” มิใช่เพียงแต่ไม่กินเนื้อสัตว์ แต่คนที่กินเจยังต้องดำรงตนอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม มีความบริสุทธิ์สะอาด งดงามทั้งกาย วาจา ใจ เป็นการถือศีลบำเพ็ญธรรมไปด้วยพร้อมกัน เช่นนี้จึงจะเรียกว่า “กินเจที่แท้จริง” (หนังสือ “กินเจ เพื่อสุขภาพี่ดี จิตใจบริสุทธิ์” หน้า 8)

จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้ว่า คำว่า “เจ” เป็นคำที่มีความหมายในเชิงของศาสนาอย่างชัดเจน โดยคำว่า “เจ” มีความหมายว่า การรับประทานอาหารก่อนเที่ยงวัน ซึ่งนัยความหมายนั้นยังไปสอดคล้องกับการปฏิบัติรักษาศีล 8 ของชาวพุทธที่จะไม่รับประทานอาหารหลังจากเที่ยงวันไปแล้วอีกต่างหาก จึงสรุปในเบื้องต้นได้เลยว่า ที่มาของอาหารเจเป็นเรื่องศาสนา หรือเป็นความเชื่ออย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อพื้นฐานของอาหารเจเป็นเรื่องของศาสนา มุสลิมจึงไม่สามารถเข้าไปร่วมเทศกาลการกินเจ หรือซื้ออาหารเจมารับประทานได้เลยแม้แต่น้อย เพราะพระองค์อัลลอฮฺทรงตรัสไว้ว่า “لَكُمْ دِيْنُكُمْ وَلِيَ دِيْنِ ” ความว่า “ สำหรับพวกท่าน คือศาสนาของพวกท่าน และสำหรับฉันคือศาสนาของฉัน” (สูเราะฮฺอัลกาฟิรูน : 6) ฉะนั้นเรื่องของศาสนาพุทธ เช่นเรื่องการรักษาศีล 8 ก็เป็นเรื่องของชาวพุทธที่พวกเขาจะต้องปฏิบัติกัน ส่วนเรื่องการกินเจ เป็นเรื่องของพี่น้องชาวจีน ซึ่งต้องการทำให้ตนเองบริสุทธิ์โดยไม่รับประทานเนื้อสัตว์ นั่นก็เป็นเรื่องของพวกเขา โดยสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นจึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับมุสลิมเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการร่วมกิจกรรมการกินเจ หรือซื้ออาหารเจมารับประทานก็ตาม

อย่าว่าแต่กระนั้นเลย ตามร้านขายอาหารเจ เราจะพบเห็นตัวอักษรเขียนบนธงสีเหลือง คำนี้อ่านว่า “ไจ” (เจ) แปลว่า “ไม่มีของคาว” เขียนด้วยสีแดงบนพื้นสีเหลืองเสมอ ในช่วงเทศกาลกินเจเดือน 9 จะเห็นอักษรนี้เขียนบนธงสีเหลือง ปักอยู่ตามแผงขายอาหารเจ มองเห็นเป็นสะดุดตาของคนทั่วไป

ชาวจีนถือว่า สีแดง เป็นสีแห่งสิริมงคลแก่ชีวิต สีเหลือง เป็นสีของผู้ทรงศีล ดังนั้นผู้ที่ตั้งใจถือศีลบำเพ็ญตนให้บริสุทธิ์ ตัวอักษรนี้ย่อมเป็นเครื่องหมายเตือนสติให้ระลึกไว้เสมอว่า “การกินเจงดเว้นเนื้อสัตว์ของคาว คือการปฏิบัติธรรมรักษาศีลของความเป็นมนุษย์ เป็นการเจริญมหาเมตตากรุณาธรรมโดยแท้ อันจะนำมาซึ่งความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง และก่อให้เกิดสันติสุขแก่ทุกชีวิตบนโลก” (หนังสือ “กินเจ เพื่อสุขภาพี่ดี จิตใจบริสุทธิ์” หน้า 8)

ดังนั้นพ่อค้า หรือแม่ค้ามุสลิมที่ขายสินค้า หรือขายอาหารตามร้านค้า หรือตามตลาดทั่วๆ ไปนั้นต้องระมัดระวังอย่านำธงเหลืองที่เขียนอักษรจีนสีแดงมาปักไว้ในร้านของมุสลิมโดยเด็ดขาด เพราะธงนั้นก็มีความเชื่อที่มิใช่ความเชื่อของอิสลามแฝงอยู่ด้วย, ถึงแม้ว่าประเด็นข้างต้นอาจจะมองว่าเป็นประเด็นเล็กๆ แต่เมื่อใดที่อ้างถึงความเชื่อแล้วไซร์ อิสลามก็ถือว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องใหญ่ทันที

ตำนานการกินเจ

ประเพณีการกินเจ กำหนดเอาวันตามจันทรคติ คือเริ่มต้นตั้นแต่วันขึ้น 1 ค่ำ ถึง 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีนทุกๆ ปี รวม 9 วัน 9 คืน มีจุดเริ่มต้นจากประเทศจีนนานมาแล้ว โดยการกินเจของจีนนั้นจะประกอบด้วยกิจกรรมหลักสองอย่างนั่นคือ หนึ่ง การรักษาอุโบสถศีล สอง กินของที่ถือว่าเป็นเจ (คือไม่มีเนื้อสัตว์ และผักกลิ่นฉุนอีก 5 ชนิด)

มีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับประเพณีการกินเจอยู่หลายตำนาน ตำนานหนึ่งเข้าใจว่าเกิดขึ้นมาเมื่อประมาณ 400 ปีมาแล้ว เป็นช่วงที่ประเทศจีนกำลังถูกรุกรานจากชาวแมนจู เมื่อชาวจีนทำสงครามพ่ายแพ้, ชาวแมนจูจึงเข้ายึดครองและบังคับคนจีนให้ยอมรับวัฒนธรรมของชาวแมนจูรวมถึงการโกนศีรษะด้านหน้าไว้เปียยาวด้านหลัง

ในช่วงที่คนจีนสู้รบกับแมนจูนั้น นักรบชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่เรียกตนเองว่า “หงี่หั่วท้วง” ได้รวมตัวกันต่อสู้กับกองทัพแมนจูอย่างห้าวหาญ ชาวบ้านกลุ่มนี้ได้พากันถือศีลกินเจนุ่งขาวห่มขาว เพราะเชื่อว่าการประพฤติปฏิบัติเช่นนี้จะช่วยชำระจิตวิญญาณ เกิดความเข็มแข็งทั้งทางร่างกายและจิตใจ ทว่าในที่สุดแล้วก็ไม่สามารถต้านทานกองกำลังของชาวแมนจูได้และพ่ายแพ้ไปในที่สุด

เพื่อระลึกถึงวีรกรรมของเหล่านักรบหงี่หั่วท้วง เมื่อถึงวันขึ้น 1 ค่ำเดือน 9 ชาวจีนภายใต้การปกครองของชาวแมนจูจึงพากันถือศีลกินเจ ไม่เสพของมึนเมา ไม่กินเนื้อสัตว์ และไม่กินพืชผักที่มีกลิ่นฉุน ซึ่งมีทั้งหมด 5 ชนิด ได้แก่ กระเทียม, หัวหอม, หลักเกียว (คือกระเทียมโทนจีน ลักษณะคล้ายหัวกระเทียม แต่มีขนาดเล็กและยาวกว่า), กุยช่าย (ใบคล้ายใบหอม แต่แบนและเล็กว่า) ใบยาสูบ เพราะเชื่อว่าพืชผักเหล่านี้จะเข้าไปเพิ่มความกำหนัดทำลายพลังธาตุในร่างกาย เป็นเหตุให้อวัยวะสำคัญภายในทั้งห้า อันได้แก่ หัวใจ ไต ตับ ม้าม และปอดทำงานไม่ปกติ อันนำมาซึ่งความเจ็บไข้ทางร่างกาย

หลังจากนั้น การถือศีลกินเจก็เริ่มได้รับความนิยม แพร่หลายเป็นวงกว้าง และยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ( จากหนังสือ “กินเจ เพื่อสุขภาพี่ดี จิตใจบริสุทธิ์” หน้า 6)
จากตำนานการกินเจข้างต้นสามารถแบ่งออกเป็นประเด็นได้ดั่งนี้

ประเด็นแรก การกินเจเป็นการรำลึกถึงบรรพบุรุษซึ่งเป็นนักรบที่เรียกตนเองว่า “หงี่หั่วท้าง”

ประเด็นที่สอง การกินเจช่วยทำให้ชำระจิตวิญญาณได้ และทำให้ร่างกายและจิตใจเกิดความเข้มแข็ง

ประเด็นที่สาม การที่ไม่กินพืชผักที่มีกลิ่นฉุน ซึ่งมีทั้งหมด 5 ชนิด ได้แก่ กระเทียม หัวหอม หลักเกียว กุยช่าย ใบยาสูบ เพราะเชื่อว่าพืชผักเหล่านี้จะเข้าไปเพิ่มความกำหนัดทำลายพลังธาตุในร่างกาย เป็นเหตุให้อวัยวะสำคัญภายในทั้งห้า อันได้แก่ หัวใจ ไต ตับ ม้าม และปอดทำงานไม่ปกติ อันนำมาซึ่งความเจ็บไข้ทางร่างกาย

ผู้เขียนขออธิบายทีละประเด็นดั่งต่อไปนี้

ประเด็นแรก ตามหลักการของศาสนาไม่มีการรำลึกถึงบุคคลใดอดีตไม่ว่าจะเป็นการรำลึกในแง่มุมใดก็ตาม ยกเว้นกรณีที่หยิบยกคุณงามความดี หรือถ้อยคำเตือนสติของบุคคลในอดีต หรือทำนองที่ใกล้เคียงกันเช่นนี้อนุญาตให้กระทำ แต่ถ้าเป็นการรำลึกในแง่ของการสรรเสริญ หรือยกยอปอปั้นเกินกว่าสิทธิที่เขาจะได้รับ เช่นนี้ศาสนาไม่อนุญาตให้กระทำ ตัวอย่างเช่น ยกย่องท่านนบีอีสา (อ่านว่า อี-ซา) เป็นบุตรของพระเจ้า เป็นต้น ฉะนั้นมุสลิมคนใดที่รับประทานอาหารเจก็เท่ากับว่าเห็นด้วย หรือมีส่วนร่วมรำลึกวีรกรรมของเหล่านักรบของจีนในอดีตที่เรียกว่า “หงี่หั่วท้วง” นั่นเอง

ประเด็นที่สอง ศาสนาอิสลามสอนให้มุสลิมขัดเกลาจิตใจตนเองด้วยคำสอนของศาสนาเท่านั้น อาทิเช่น การขัดเขลาจิตวิญญาณของตนเองด้วยการรำลึกถึงพระองค์อัลลอฮฺ และการนมาซ ดั่งที่พระองค์อัลลอฮฺทรงตรัสไว้ว่า “ قَدْ أَفْلَحَ مَنْ تَزَكَّى وَذَكَرَ اسْمَ رَبِّهِ فََصَلَّى ” ความว่า “แน่นอนผู้ที่ขัดเกลาตนเอง ย่อมบรรลุความสำเร็จ, และเขารำลึกถึงนามแห่งพระผู้อภิบาลของเขา แล้วเขาปฏิบัตินมาซ” (สูเราะฮฺอัลอะอฺลา : 14-15) ฉะนั้นเมื่อมุสลิมร่วมกิจกรรม หรือรับประทานอาหารเจ นั่นก็เท่ากับว่ามุสลิมผู้นั้นเห็นด้วยการต่อการชำระจิตวิญญาณ และทำให้ร่างกายและจิตใจเข็มแข็งด้วยการรับประทานอาหารเจนั่นเอง

ประเด็นที่สาม หลักการของศาสนาระบุเรื่องอาหารที่หะลาล (อนุมัติ) และอาหารที่ไม่อนุมัติ (หะรอม) ไว้อย่างชัดเจน ดังนั้นสิ่งใดที่ศาสนาอนุญาตให้รับประทานได้ มุสลิมก็สามารถรับประทานสิ่งนั้นได้เช่นเดียวกัน ตัวอย่างเช่น ศาสนาอนุญาตให้รับประทานกระเทียม หรือหัวหอมได้ เพียงแต่ท่านนบีมุหัมมัดกำชับไว้ว่า ภายหลังที่รับประทานกระเทียม หรือหัวหอมแล้วมานมาซที่มัสญิดโดยไม่ได้บ้วนปาก หรือโดยไม่ได้แปรฟันนั้น ถือว่าน่ารังเกียจที่จะเข้าใกล้มัสญิด เพราะกลิ่นของกระเทียมหรือหัวหอมจะสร้างความรำคาญให้บุคคลอื่น ซึ่งท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวว่า “ مَنْ أَكَلَ فَلاَ يَقْرَبَنَّ مَسْجِدَنَا ” ความว่า “บุคคลใดที่รับประทาน (หัวหอม หรือกระเทียม) อย่าเข้าใกล้มัสญิดของเรา” (บันทึกโดยบุคอรีย์ หะดีษที่ 5031) ส่วนกรณีที่มุสลิมจะเชื่อว่าการกินกระเทียม หรือหัวหอมทำให้เพิ่มความกำหนัดทำลายพลังธาตุในร่างกายนั้นคงไม่ได้ เพราะพื้นฐานใดที่ศาสนาอนุญาตให้รับประทาน มุสลิมสามารถรับประทานสิ่งนั้นได้อย่างไม่ต้องสงสัย เว้นไว้แต่ว่า สิ่งนั้นจะมีหลักฐานยืนยันว่าทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายจริงๆ มุสลิมจึงจะยุติการรับประทานสิ่งนั้นทันที เช่น ใบยาสูบ เป็นต้น แต่เรื่องหัวหอมและกระเทียม (หรือแม้กระทั่งหลักเกียว หรือกุยช่ายเอง) ก็ไม่มีนักวิชาการท่านใดออกมาระบุว่าเป็นอันตรายต่อร่างกาย ส่วนความเชื่อของชาวจีนที่ไม่รับประทานหัวหอมหรือกระเทียม (หลักเกียว และกุยช่าย) ในช่วงเทศกาลกินเจ นั่นเป็นความเชื่อของพวกเขา ซึ่งไม่เกี่ยวข้องอะไรกับมุสลิมเลยแม้แต่น้อย เมื่อไม่เกี่ยวข้อง นั่นจึงหมายรวมว่า ไม่อนุญาตให้มุสลิมเข้าไปมีส่วนร่วมกับเทศกาลกินเจในทุกรูปแบบ

ส่วนอีกตำนานหนึ่ง กล่าวว่า ประเพณีการถือศีลกินเจเป็นการประกอบพิธีกรรมเพื่อสักการะพระพุทธเจ้าในอดีตกาล 7 พระองค์ และพระมหาโพธิสัตว์อีก 2 พระองค์ รวมเป็น 9 พระองค์ด้วยกัน หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่าดาวนพเคราะห์ทั้ง 9 อันได้แก่ พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระอังคาร พระพุธ พระพฤหัสบดี พระศุกร์ พระเสาร์ พระราหู และพระเกตุ

ในพิธีกรรมสักการะบูชานี้ สาธุชนในพระพุทธศาสนาต่างสละเวลาและกิจการโลกมาบำเพ็ญศีล ตั้งปณิธานกินเจ บริโภคแต่อาหารผลไม้ งดเว้นอาหารเนื้อสดของคาวด้วยการสมาทานรักษาศีล 3 ข้อดังนี้

- เว้นจากการเอาชีวิตของสัตว์มาบำรุงชีวิตตน

- เว้นจากการเอาชีวิตของสัตว์มาเพิ่มเลือดตน

- เว้นจากการเอาชีวิตของสัตว์มาเพิ่มเนื้อตน

พิธีกรรมบูชาดาวนพเคราะห์นี้นับว่ามีอานิสงส์มากมายทั้งเป็นกรรมคติและเกิดธรรมมิตรสู่บรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย ต่างคนต่างมีจิตเบิกบานผ่องแผ้ว ถือศีลกินเจ นุ่งขาวห่มขาวอันเป็นปัจจัยเตือนตนเองให้สำนึกว่าคนเป็นคนบริสุทธิ์ขาวสะอาดทั้งกาย วาจา และใจ อยู่ในศีลธรรมและสามัคคีธรรม พรั่งพร้อมอยู่แล้วก็จะให้อภัย อโหสิกรรมซึ่งกันและกัน ร่วมกันน้อมนมัสการเทพเจ้าทั้ง 9 พระองค์นี้ เป็นการแสดงความเคารพในพระเมตตากรุณาธิคุณและร่วมกันถวายเครื่องสักการะบูชา น้อมขอพระมหากรุณาธิคุณได้โปรดประทานพระพรให้อยู่เย็นเป็นสุข

มีคนเป็นจำนวนมากที่ได้รับอานิสงส์จากการถือศีลกินเจเพียง 9 วัน 9 คืน โดยสามารถสัมผัสรู้ได้ด้วยตัวเองทั้งทางร่างกายและจิตใจจึงถือเอาโอกาสอันดีนี้เป็นจุดเริ่มต้นตั้งปณิธานเลิกกินเนื้อสัตว์ไม่เบียดเบียนผู้อื่นไปตลอดชีวิต (หนังสือ “กินเจ เพื่อสุขภาพี่ดี จิตใจบริสุทธิ์” หน้า 6-7)

ตำนานที่สองว่าด้วยการกินเจนั้นมีประเด็นดั่งต่อไปนี้

ประเด็นแรก การกินเจเป็นการประกอบพิธีกรรมเพื่อสักการะพระพุทธเจ้าในอดีตกาลทั้ง 7 องค์

ประเด็นที่สอง กฎเกณฑ์ในการประกอบพิธีกรรมข้างต้นคือ บริโภคแต่อาหารผลไม้ งดเว้นอาหารเนื้อสดของคาว

ประเด็นที่สาม การกินเจ ถือเป็นปัจจัยเตือนตนเองให้สำนึกว่าคนเป็นคนบริสุทธิ์ขาวสะอาดทั้งกาย วาจา และใจ อยู่ในศีลธรรมและสามัคคีธรรม พรั่งพร้อมอยู่แล้วก็จะให้อภัย อโหสิกรรมซึ่งกันและกัน

ประเด็นที่สี่ การกินเจ ถือเป็นการร่วมกันน้อมนมัสการเทพเจ้าทั้ง 9 พระองค์นี้ เป็นการแสดงความเคารพในพระเมตตากรุณาธิคุณและร่วมกันถวายเครื่องสักการะ น้อมขอพระมหากรุณาธิคุณได้โปรดประทานพระพรให้อยู่เย็นเป็นสุข

ผู้เขียนเชื่อว่าประเด็นทั้งสี่ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นไม่มีมุสลิมคนใดที่จะยอมรับว่านั่นคือคำสอนของอิสลาม หรือเป็นส่วนหนึ่งของอิสลามโดยเด็ดขาด ฉะนั้นเมื่อที่มาของเทศกาลกินเจมีตำนานมาจากข้อมูลข้างต้น ก็สรุปได้อย่างชัดเจนว่า ไม่มีหนทาง หรือข้อผ่อนผันใดเลยสำหรับมุสลิมที่จะเข้าร่วมเทศกาล หรือคิดที่จะเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ในงานเทศกาลกินเจได้เลยแม้แต่น้อย เพราะพื้นฐานที่มาของการกินเจล้วนเป็นเรื่องของศาสนา หรือเป็นเรื่องของความเชื่ออื่นที่ไม่ใช่ความเชื่อของอิสลามทั้งสิ้น

อนึ่ง อย่าว่าแต่การร่วมกิจกรรมที่มีพื้นฐานความเชื่อทางศาสนาอื่นซึ่งมิใช่อิสลามเลย แม้แต่สถานที่ซึ่งเคยมีการบูชาเคารพรูปปั้นรูปเจว็ด หรือสถานที่ซึ่งเคยกระทำพิธีกรรมทางศาสนาอื่น หรือสถานที่มีไว้สำหรับงานรื่นเริงของศาสนาอื่น อิสลามยังไม่อนุมัติให้มุสลิมเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสถานที่แห่งนั้นเลย จากท่านษาบิต บุตรของเฎาะฮากเล่าว่า “ ชายผู้หนึ่งบนบาน (นะซัร) ว่าจะเชือดอูฐหนึ่งตัว ณ บริเวณ (ที่เรียกว่า) บุวานะฮฺ, ท่านรสูลุลลอฮฺจึงถามเขาว่า ณ สถานที่แห่งนั้นเคยมีรูปเจว็ดหนึ่งจากบรรดารูปเจว็ดที่เคยถูกเคารพภักดีในสมัยญาฮิลียะฮฺ (หมายถึงสมัยก่อนที่ท่านรสูลถูกแต่งตั้งให้เป็นนบี) หรือไม่ ? บรรดาเศาะหาบะฮฺตอบว่า ไม่เคยมีการกระเช่นนั้นครับ, ท่านรสูลถามต่ออีกว่า สถานที่แห่งนั้นเคยมีการจัดงานวันรื่นเริงของพวกเขาหรือไม่ ? บรรดาเศาะหาบะฮฺก็ตอบว่า ไม่เคยมีการกระทำกันครับ, ท่านรสูลจึงกล่าวขึ้นว่า เช่นนั้นท่านจงทำให้สิ่งที่ท่านบนบานให้ครบถ้วนสมบูรณ์เถิด แท้จริงไม่มีการทำการบนบานครบถ้วนสมบูรณ์ในเรื่องของการฝ่าฝืนพระองค์อัลลอฮ์ “ (บันทึกโดยอบูดาวูด หะดีษที่ 2881) หะดีษข้างต้น คณะกรรมการถาวรเพื่อวินิจฉัยความรู้และการฟัตวาของประเทศซาอุดิอาระเบีย (เล่ม 1 หน้า 194) อธิบายว่า “ ห้ามการเชือดสัตว์ยังสถานที่ซึ่งนามอื่นจากนามของอัลลอฮฺถูกกล่าวยังสถานที่แห่งนั้น ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ซึ่งเคยมีรูปเจว็ด, สุสาน หรือสถานที่ซึ่งกลุ่มชนในยุคญาฮิลียะฮฺเคยเฉลิมฉลองวันรื่นเริงของพวกเขา แม้ว่าการเชือดยังสถานที่ดังกล่าวจะมีเป้าหมายว่าเชือดเพื่อพระองค์อัลลอฮ์ก็ตาม “ หะดีษข้างต้นเป็นหลักฐานให้รู้ว่า อย่าว่าแต่การไปร่วมกิจกรรมที่เป็นพิธีกรรมของศาสนาอื่น อาทิเช่น การร่วมเทศกาลกินเจ, ร่วมพิธีลอยกระทง หรืออื่นๆ แม้แต่สถานที่ซึ่งเคยมีรูปเจว็ดถูกตั้งไว้บูชา หรือเคยเป็นสถานที่ซึ่งจัดงานรื่นเริงของต่างศาสนา เช่นนี้ศาสนายังไม่อนุญาตให้มุสลิมไปเชือดสัตว์ตรงบริเวณดังกล่าว ดั่งตัวบทหะดีษที่ท่านรสูลุลลอฮฺ ( صلى الله عليه وسلم ) ได้ถามบรรดาเศาะหาบะฮฺเกี่ยวกับสถานที่หนึ่งที่ชื่อ บุวานะฮฺ โดยรสูลถามว่าสถานที่แห่งนั้นเคยมีรูปเจว็ดตั้งไว้บูชา หรือเคารพกราบไว้หรือไม่ ? บรรดาเศาะหาบะฮฺตอบว่าไม่เคยมีมาก่อน ท่านรสูลจึงอนุญาตให้บุคคลที่ต้องการเชือดสัตว์ที่ตนเองบนบานเอาไว้ให้กระทำการเชือดสัตว์ยังสถานที่แห่งนั้นได้ เพราะสถานที่แห่งนั้นไม่เคยมีการเคารพหรือบูชารูปเจว็ด, โปรดอย่าลืมว่าอิสลามเป็นศาสนาแห่งความบริสุทธิ์ผุดผ่อง แม้ว่าสถานที่ใดที่เคยมีรูปเจว็ดที่ถูกบูชา หรือกราบไหว้มาก่อนหน้านี้ศาสนายังไม่อนุญาตให้มุสลิมเข้าไปเชือดสัตว์ยังสถานที่แห่งนั้นเลย อนึ่งอย่าว่าแต่สถานที่เช่นนั้นเลย แม้ว่าสถานที่ใดที่เคยเป็นสถานที่เฉลิมฉลองวันรื่นเริงของพวกญาฮิลียะฮฺ หรือพวกมุชริก (พวกตั้งภาคี) ศาสนายังห้ามมิให้มุสลิมเข้าไปเชือดสัตว์ยังสถานที่แห่งนั้นเลย นี่คือความยิ่งใหญ่ของอิสลามอย่างแท้จริง

สรุป มุสลิมคือผู้ที่ปฏิบัติตามคัมภีร์อัลกุรฺอาน และสุนนะฮฺของท่านนบีมุหัมมัด (صلى الله عليه وسلم ) อย่างเคร่งครัด หากสิ่งใดที่ไม่มีอยู่ในบทบัญญัติทั้งสอง เช่นนี้มุสลิมจะต้องออกห่างจากสิ่งนั้นอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของความเชื่อ และพิธีกรรมของศาสนาอื่นที่มิใช่อิสลามนั้น ยิ่งจำเป็น (วาญิบ) จะต้องออกห่าง เพราะไม่เช่นนั้นแล้วมุสลิมจะนำแนวความเชื่อที่มิใช่อิสลามมาปะปนกับวิถีชีวิตของตนเองโดยไม่รู้ตัว อีกทั้งในวันกิยามะฮฺเขายังเป็นผู้ที่ขาดทุนอีกด้วย ดั่งที่พระองค์อัลลอฮฺทรงตรัสไว้ว่า “وَ مَن يَبْتَغِ غَيْرَ الإِسْلاَمِ دِيْنًا فَلن يُقْبَلَ مِنْهُ وَهُوَ فِي الآخِرَةِ مِنَ الخَاسِرِيْنَ ” ความว่า “และบุคคลใดที่แสวงศาสนาอื่นจาก (ศาสนา) อิสลาม, สิ่งที่แสวงหานั้นจะไม่ถูกรับ (จากพระองค์อัลลอฮฺ) และเขายังส่วนหนึ่งของผู้ที่ขาดทุนในวันอาคิเราะฮฺ” (สูเราะฮฺอาลิอิมรอน : 85)

ดังนั้นโปรดทำให้ชีวิตของมุสลิมเป็นไปตามบทบัญญัติของศาสนาเถิด ส่วนเรื่องการเข้าร่วมกิจกรรมกินเจ, เทศกาลกินเจ, ซื้ออาหารเจมารับประทาน หรือมีเข้าไปมีส่วนใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกินเจ เช่นนี้ศาสนาไม่อนุญาตให้มุสลิมเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นในกรณีใดๆ ทั้งสิ้น ถึงแม้ว่าอาหารเจที่มีจำหน่ายอยู่ทั่วไปนั้นจะอ้างว่าเป็นอาหารที่ไม่สิ่งที่หะรอมเจือปนก็ตาม แต่ที่มุสลิมไม่สามารถซื้อมารับประทานได้ก็เนื่องจากว่าไปสนับสนุนการทำพิธีกรรมทางศาสนาที่ไม่ใช่อิสลาม ซึ่งเทศกาลกินเจเป็นเรื่องความเชื่อทางศาสนาล้วนๆ (ดั่งที่กล่าวมาแล้วข้างต้น) ฉะนั้นจึงไม่มีหนทางใด หรือช่องทางใดที่จะกล่าวอ้างอิงอนุญาตให้มุสลิมมีส่วนร่วมกับเทศกาลกินเจได้เลยแม้แต่น้อย. (والسلام )

จอร์จ คูลนีย์ รายงานข่าวจะเข้ารับอิสลาม



wowowow.com - จอร์จ คูลนีย์ เป็นนักแสดงชายที่มีชื่อเสียงในฮอลีวูด ตามข่าว กำลังคบหาดูใจกับฟาติมะฮ์ บุตโต เธอเป็นหลานสาวของอดีตประธานาธิปดีปากีสถาน (บีนาซีบุตโต) ซึ่งเป็นสาวสวยอายุ 26 ปี ตามข่าวทั้งคู่พบกันในงานเลี้ยงเมื่อปีที่แล้ว

ตามรายงาน จอร์จ คูลนีย์ กล่าวว่าฟาติมะฮ์เป็นผู้หญิงที่สวยและฉลาด ยิ่งกว่านั้นเธอยังเป็นหญิงสาวที่รักครอบครัว โดยเฉพาะญาติของเธอที่การาจี
ฟาติมะฮ์ บุตโต
ในขณะเดียวกันก็เป็นไปได้ที่ฟาติมะฮ์เองจะกลับไปเล่นการเมืองเพราะด้วยเครดิตการเป็นหลานสาวสุดที่รักของบีนาซีบุตโต ทำให้ยังมีประชาชนส่วนหนึ่งให้การสนับสนุน
มีคำถามว่าหากจอร์จ คูลนีย์จะต้องเปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลามตามฟาติมะฮ์นั้นเค้าจะทำอย่างไร ซึ่งในขณะนี้เค้าเองก็ให้ความสำคัญในการศึกษาโลกอิสลามมากยิ่งขึ้น แต่ขณะเดียวกัน จอร์จ คูลนีย์ได้มีการถ่ายทำหนังเกี่ยวกับมักกะฮ์ และเค้าเองก็ไม่สามารถที่จะเลิกดืมสตาร์บัคและเบอร์เกอร์คิงได้ - สำนักข่าวมุสลิมไทย

[reuters] ยูซุฟ อิสลาม เปิดการแสดงคอนเสิร์ต ครั้งแรก ในรอบ 33 ปี ที่ประเทศสหรัฐ


ยู ซุฟ อิสลาม นักร้องเพลงโฟล์ก ชาวอังกฤษ วัย 60 ปี หรือในชื่อเดิมว่า แคท สตีเวนส์ เปิดการแสดงคอนเสิร์ต ครั้งแรก ในรอบ 33 ปี ที่ประเทศสหรัฐ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยมีบรรดาแฟนๆ ที่ติดตามเขาตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ เข้าร่วมชมกว่า 400 คน
ยูซุฟ อิสลาม นักร้องเพลงโฟล์ก วัย 60 ปี ทั้ง นี้การเข้าสหรัฐของเขาได้รับการอนุญาตอย่างไม่เต็มใจนักจากฝ่ายตรวจคนเข้า เมือง โดยในปี พ.ศ. 2547 เขาถูกห้ามเข้าสหรัฐเพราะมีรายชื่ออยู่ในกลุ่ม “ผู้ต้องถูกเฝ้าระวังอย่างยิ่ง ในฐานะเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับผู้ก่อการร้าย” เขาเข้ารับอิสลามในปี พ.ศ. 2520 และละทิ้งชีวิตนักร้องเพลงป๊อบเพื่อไปทำงานด้านการกุศล ครั้งสุดท้ายที่เขาเปิดการแสดงในสหรัฐคือในตอนต้นปี พ.ศ. 2519 หลังจากนั้นความนิยมในเพลงของเขาเริ่มเสื่อมลง หลังจากการแสดงในลอนดอนในปี พ.ศ. 2522 เขาหันหลังให้เวทีและกลับไปมุ่งอยู่กับครอบครัว และศาสนายู ซุฟ อิสลาม กลับมาสู่การแสดงอีกครั้งในปี พ.ศ. 2549 ด้วยการทำอัลบั้ม An Other Cup และเปิดการแสดงในลอนดอน พร้อมกับบันทึกภาพเป็นดีวีดี.ด้วย การ แสดงที่ El Rey Theater เมื่อวันจันทร์ ได้รับการบันทึกเป็นแผ่นด้วย โดยมีนักดนตรี 4 คนเล่นเป็นแบ๊คอัพ ส่วนยูซุฟร้องเพลงพร้อมกับเล่นอะคูสติคกีต้าร์ ดาราที่มาร่วมในโชว์ได้แก่ คอลลิน ฟาแรล นักแสดงชาวไอริช และนักร้อง เช่น โจช โกรแบน คริสต์ ไอแสค และมิชเชลล์ บรานช์ การแสดงครั้งนี้เปิดเฉพาะผู้รับบัตรเชิญเท่า นั้น มีหลายเพลงที่ผู้ฟังลุกขึ้นยืน และปรบมืออย่างยาวนานเมื่อเพลงเริ่มขึ้น หลายเพลงถูกเร่งเร้าให้ร้องซ้ำ พร้อมผู้ฟังปรบมือเข้าจังหวะจนเพลงจบลง ซึ่งนับเป็นคอนเสิร์ตที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก - สำนักข่าวมุสลิมไทย
ยูซุฟ อิสลาม (แคท สตีเว่นส์) Yusuf Islam (Cat Stevens) 21 กรกฎาคม 1948/ แปลและเรียบเรียงโดย วาริษาฮ์ อัมรีล
ยูซุฟ อิสลาม (แคท สตีเว่นส์) Yusuf Islam (Cat Stevens)
สิ่งที่ผมจะบอกคือสิ่งที่ทุกคนรู้อยู่แล้วและเพื่อยืนยันสิ่งที่คุณรู้ ข่าวสารจากท่านศาสนฑูตที่นำมาจากพระผู้เป็นเจ้า ศาสนาแห่งความจริง
ในฐานะที่เป็นมนุษย์เรามีจิตสำนึกและหน้าที่ที่เหนือกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆ พระเจ้าสร้างมนุษย์มาให้เป็นผู้ช่วยของพระองค์ มนุษย์จึงต้องละทิ้งสิ่งลวงตาทั้งมวล ใช้ชีวิตอย่างเตรียมพร้อมสำหรับโลกหน้า ผู้ที่มิได้กระทำความดีบนโลกนี้ เขาจะไม่มีโอกาสอื่นอีกที่จะแก้ตัว
วัยเด็ก
ผมเกิดมาในชื่อ สตีเฟน ดิมิทรี จิออจิโอ (Stephen Demetre Georgiou) พ่อเป็นกรีก แม่เป็นสวีดิช พ่อกับแม่ผมเป็นเจ้าของภัตตาคารในย่านโรงละครของลอนดอน ถนนเชฟบูรี ใกล้ใจกลางเวสต์เอนด์ ครอบครัวผมอาศัยอยู่ชั้นบนของภัตตาคาร
ผมถูกเลี้ยงมาแบบกรีกออร์โธดอกซ์ แต่พ่อแม่กลับส่งผมไปโรงเรียนคาทอลิก ทำให้ผมไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมในพิธีทางศาสนาที่โรงเรียน จะเห็นได้ว่าผมเริ่มใช้ชีวิตเป็นผู้สังเกตการณ์ตั้งแต่เด็ก
ชีวิตผมโตมาแบบแอนตี้มุสลิม โดยเฉพาะกรีกกับเติร์กเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันแต่ไหนแต่ไร (กรีซและประเทศในแหลมบอลข่านเคยตกอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิมุสลิมออตโตมันเติร์กหลายร้อยปี ก่อนที่จักรวรรดิจะล่มสลายสนิทหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง) ผมได้รับอิทธิพลมาจากพ่อ ผมเกลียดทุกอย่างที่เกี่ยวกับเติร์ก รวมทั้งศาสนาของพวกเขา: ศาสนาอิสลาม!
ผมถูกเลี้ยงดูมาในโลกสมัยใหม่แล้วก็มาอยู่ในโลกบันเทิงหรูหราฟู่ฟ่า ผมเกิดมาในครอบครัวคริสเตียน ผมคิดแบบคริสเตียน ผมถูกสอนว่าพระเจ้ามีจริง แต่มนุษย์ไม่สามารถติดต่อกับพระเจ้าได้โดยตรง เราติดต่อพระองค์ผ่านพระเยซู ซึ่งเป็นประตูสู่พระเจ้า ผมก็โอเคกับคอนเซ็ปต์ แต่ก็ไม่ได้เชื่อทั้งหมด
ผมสงสัยในรูปปั้นพระเยซูซึ่งเป็นเพียงหินที่ปราศจากชีวิต ผมสงสัยเรื่องพระเจ้ามีสาม (ตรีเอกานุภาพ ประกอบไปด้วย พระบิดา พระบุตร พระจิต) ผมงง แต่ไม่กล้าค้าน ผมต้องให้เกียรติในศรัทธาของพ่อแม่ผม
นักร้องซูเปอร์สตาร์
ในที่สุดผมก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องศาสนาอีก ผมเริ่มทำเพลง ใฝ่ฝันจะเป็นนักร้องโด่งดัง ผมชอบชีวิตที่เห็นอยู่ในภาพยนตร์และสื่อมวลชน บางทีผมอาจจะคิดว่าการหาเงินให้ได้เยอะๆ คือพระเจ้าของผมก็ได้ ลุงของผมมีรถสวยมาก อืม ผมพูด เขาซื้อได้ เพราะเขาหาเงินได้เยอะ ผู้คนรอบข้างผมต่างก็มีอิทธิพลทำให้ผมคิดแบบนั้น ไขว่คว้าหาวัตถุ
โลกนี้คือพระเจ้าของเขา ผมก็คิดว่านี่ละคือชีวิตของผม ต้องหาเงินให้ได้เยอะๆ มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ผมอยากเป็นนักร้องเพลงป๊อปที่โด่งดัง ผมเริ่มเขียนเพลง แต่ภายในแล้วผมมักคิดถึงคนจนๆ เสมอ ผมคิดว่าหากผมรวยแล้วผมจะช่วยเหลือคนจน (กุรอ่านได้บอกไว้ว่า เราได้ให้สัญญา แต่เมื่อเราได้ตามที่เราต้องการแล้ว เราอยากเก็บมันไว้ตลอดไป ลืมสัญญา กลายเป็นคนตระหนี่ ไม่แบ่งปันให้ผู้ด้อยโอกาส)
ผมกลายมาเป็นซูเปอร์สตาร์โด่งดังตั้งแต่อายุ 18 จากเพลง I Love My Dog ทั้งรูปทั้งชื่อผมอยู่ในหน้านิตยสาร หนังสือพิมพ์เต็มไปหมด ทำให้ผมลุ่มหลงไปกับการใช้ชีวิตที่ไม่ถูกไม่ควร ผมเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับทั้งเหล้าและยา
เข้าโรงพยาบาล
หลังจากผมประสบความสำเร็จอย่างมากในวงการดนตรี เงินทองชื่อเสียงไหลมาเทมา ใช้ชีวิตหรูหรา ผมกลับป่วยเป็นวัณโรค เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ระหว่างนอนป่วยอยู่ในโรงพยาบาล ผมก็เริ่มคิด: เกิดอะไรขึ้นกับผมนี่ ผมมีแค่ร่างกายเท่านั้นหรือ แล้วจุดมุ่งหมายในชีวิตผมมีเพียงแค่ตอบสนองร่างกายเท่านั้นหรือ
ผมว่าอาการป่วยของผมตอนนั้นคือ ของขวัญจากอัลลอฮ พระองค์เปิดโอกาสให้ผมได้เห็น ได้คิด ทำไมผมถึงต้องมานอนอยู่ที่นี่ จากนั้นผมก็ควานหาคำตอบ ผมสนใจปรัชญาตะวันออก ผมเริ่มศึกษา ผมเริ่มตระหนักถึงเรื่องความตาย จากนั้นจิตวิญญาณของผมก็เคลื่อนไปเรื่อย ไม่ยอมหยุด ผมเริ่มนั่งสมาธิ ลองกินมังสวิรัติ ตอนนั้นผมเชื่อใน สันติและพลังแห่งดอกไม้ ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์นำสมัย แต่สิ่งที่ผมต้องการมิใช่ด้านร่างกาย ผมตระหนักเรื่องนี้ตอนนอนป่วยอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล
วันหนึ่งผมออกไปเดินเล่นแล้วทันใดฝนก็ตกลงมา ผมวิ่งหาที่หลบฝน แล้วก็เริ่มคิดว่า เดี๋ยวนะ...นี่ตัวผมกำลังเปียก ร่างกายผมบอกว่าผมกำลังเปียก
ทำให้ผมนึกไปถึงคำพูดที่ว่า ร่างกายของคนก็เหมือนลา ต้องผ่านการฝึกหัดถึงจะเดินไปตามทางที่เราต้องการได้ ไม่งั้นลามันก็เดินไปตามที่ใจมันอยากจะไปนั่นแหละ ผมก็เริ่มมานึกว่า ผมมีความปรารถนา, เป็นของขวัญที่พระเจ้าประทานมา: ไปตามพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า ผมรู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่ผมพบในปรัชญาตะวันออก แล้วผมก็เริ่มเข้าไปอัดเพลงอีกครั้ง
คราวนี้ผมเขียนเพลงตามที่ผมคิด ผมจำได้ว่าเนื้อร้องในเพลงหนึ่งของผมร้องว่า: ฉันอยากจะรู้ ฉันอยากรู้ว่าผู้ใดสร้างสวรรค์ขึ้นมา ใครเล่าสร้างนรกโลกันต์ ฉันจะรู้จักเธอไหมนะตอนที่ฉันนอนอยู่บนเตียงหรือที่มอซอในขณะที่คนอื่นๆ เขาพักอยู่ในโรงแรม ผมรู้ว่าตอนนั้นผมอยู่ระหว่างการเดินทางแล้ว
ผมยังเขียนอีกเพลงนึง The Way to Find God Out ยิ่งทำให้ชื่อเสียงในโลกดนตรีของผมขจรขจายไปกันใหญ่ ช่วงนั้นผมชักกลุ้มใจเพราะเพราะความสำเร็จด้านเพลงทำให้ผมมีเงินทองและชื่อเสียงมากขึ้น
ในขณะที่ผมก็ยังคงควานหาสัจธรรม ผมศึกษาพุทธศาสนา เซ็น ไพ่ทาโรห์ โหราศาสตร์และอื่นๆ อีกมากมาย จากนั้นผมหันกลับไปดูในไบเบิ้ลอีก ก็ยังไม่พบอะไร ตอนนั้นผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอิสลามเลย
และต่อมา...ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น พี่ชายผมไปเยี่ยมมัสยิดในกรุงเยรูซาเล็ม เขาชอบบรรยากาศที่นั่นเพราะเงียบสงบมีมนต์ขลังในขณะที่มีผู้คนมาละหมาดกันหนาตา
อัล-กุรอาน
เมื่อเขากลับมาลอนดอน พี่ชายผมซื้ออัล-กุรอานฉบับแปลภาษาอังกฤษกลับมาให้ เขามิได้เปลี่ยนมารับอิสลาม แต่เขารู้ว่ามีบางอย่างอยู่ในศาสนานี้ และคิดว่าผมก็อาจพบบางอย่างในนี้ด้วย
เมื่อผมได้รับคัมภีร์ ทางนำที่อธิบายทุกสิ่งทุกอย่างแก่ผม ว่าผมคือใคร; อะไรคือเป้าหมายในชีวิตผม; อะไรคือความจริงแท้; และผมมาจากไหน ผมรู้ว่านี่คือศาสนาที่เที่ยงแท้ มิใช่ศาสนาในบริบทที่โลกตะวันตกเข้าใจ มิใช่ศาสนาเพื่อคนเพียงบางกลุ่มอายุ ในโลกตะวันตกผู้ใดนับถือศาสนาและใช้เป็นทางนำแห่งชีวิตถูกหาว่าเป็นคนเสียสติ ผมมิได้คลั่งไคล้จนเสียสติ ตอนแรกผมสับสนระหว่างร่างกายและจิตวิญญาณ ตอนหลังผมถึงเข้าใจว่าร่างกายกับจิตใจต้องอยู่ด้วยกัน มนุษย์เราไม่จำเป็นต้องจากไปอาศัยอยู่บนภูเขาถึงจะปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาได้ เราต้องทำตามพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า สิ่งแรกที่ผมต้องการทำในตอนนั้นคือ เป็นมุสลิม
ผมรู้ว่าทุกๆ สิ่งมาจากพระผู้เป็นเจ้า พระองค์เป็นผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง มาถึงตอนนี้ผมค่อนข้างจะเลิกทะนงตัว เพราะผมรู้ว่าที่ผมมายืนอยู่ตรงจุดนี้ได้ก็เพราะพระผู้เป็นเจ้า ผมมิได้สร้างตัวผมเองขึ้นมา ผมมาอยู่ตรงนี้ก็เพื่อยอมจำนนต่อคำสอนที่สมบูรณ์แบบในศาสนาที่เรียกว่า อัล-อิสลาม ถึงตรงนี้ผมเริ่มรู้ซึ้งถึงศรัทธาแล้ว ผมรู้สึกว่าผมเป็นมุสลิม จากการอ่านอัล-กุรอานผมรู้ว่าศาสนฑูตทุกคนที่พระเจ้าส่งลงมานั้นนำข่าวสารเดียวกันทั้งหมดมาประกาศแก่มนุษยชาติ
แล้วทำไมยิวและคริสเตียนถึงต่างกันล่ะ ตอนนี้ผมรู้ว่าชาวยิวไม่ยอมรับว่าพระเยซูเป็นเมสสิอาห์ แม้แต่คริสเตียนก็ยังเรียกพระเยซูว่าบุตรของพระเจ้า
นี่คือความงดงามของอัล-กุรอาน ซึ่งไม่ให้เรากราบไหว้พระอาทิตย์ พระจันทร์ แต่จงกราบไหว้พระเจ้าเพียงองค์เดียว
เมื่อผมอ่านอัล-กุรอานต่อไป ก็พบว่ามีการกล่าวถึงการละหมาด ความเมตตา ความเอื้ออาทร ตอนนั้นผมยังไม่เป็นมุสลิมแต่รู้สึกแล้วว่าคำตอบเดียวของผมก็คืออัล-กุรอานเท่านั้น และพระผู้เป็นเจ้าได้ส่งลงมาให้ผม
รับอิสลาม
จากนั้นผมตัดสินใจเดินทางไปยัง เยรูซาเล็ม (เหมือนที่พี่ชายผมเคยทำ)
ที่เยรูซาเล็มผมเข้าไปในมัสยิดและนั่งลง มีผู้ชายมาถามว่าผมต้องการอะไร ผมบอกว่าผมเป็นมุสลิม เขาถามผมว่าชื่ออะไรล่ะ ผมตอบว่า สตีเว่นส์ เขางง เพราะไม่ใช่ชื่ออาหรับ ต่อมาผมไปร่วมละหมาด แม้จะละหมาดไม่ค่อยเป็นเท่าไหร่
กลับมายังลอนดอน ผมได้พบกับพี่นาฟีซา ผมบอกว่า ผมอยากรับอิสลาม เธอเลยพาผมไปที่ มัสยิด นิวรีเจ้นท์ วันนั้นคือวันที่ 23 ธันวาคม 1977 เป็นเวลาประมาณปีครึ่งหลังผมได้รับอัล-กุรอาน
ตอนนั้นผมคิดว่าผมต้องตัดความทะนง ตัดกิเลส มุ่งไปยังทิศทางเดียวเท่านั้น หลังการละหมาดวันศุกร์ ผมเข้าไปหาอิหม่ามแล้วกล่าว ชาฮาดาฮ์ ปฏิญาณตนเป็นมุสลิม ตอนนี้ผมเป็นมุสลิม ผมติดต่อกับพระเจ้าได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านใครหรือรูปบูชาใดๆ
ท้ายที่สุดนี้ผมขอบอกว่า ทุกอย่างที่ผมทำก็เพื่อพระเมตตาของพระผู้เป็นเจ้า และขอให้หลายๆ คนได้รับแรงดลใจจากประสบการณ์ของผม นอกจากนี้ผมขอเน้นว่าก่อนผมรับอิสลามผมไม่เคยติดต่อกับมุสลิมเลย ผมอ่านอัล-กุรอานเพียงอย่างเดียว (เพื่อจะได้ไม่ตัดสินอิสลามจากพฤติกรรมของมุสลิมบางคน) เพราะผมรู้ดีว่าไม่มีใครสมบูรณ์แบบหรอก อิสลามต่างหากที่สมบูรณ์แบบ และหากเราทำตามแบบอย่างของท่านนบีแล้ว เราก็จะประสบความสำเร็จ.
มุฮัมหมัด อิสลาม หรือ Yoriyos นักร้องหน้าใหม่ ลูกชายคนเดียวของ ยูซุฟ อิสลาม
อื่นๆ อีกมากมาย
ยูซุฟมีภรรยาชื่อ เฟาเซีย มีลูก 5 คน ลูกสาวสี่คน ลูกชายหนึ่งคนชื่อ มุฮัมหมัด อิสลาม อายุ 21 ปี เพิ่งออกอัลบั้ม 'Bury My Heart At Wounded Knee' ในชื่อ Yoriyos เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2006 หลังจากก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน ยูซุฟ อิสลาม เพิ่งออกอัลบั้ม An Other Cup อัลบั้มแรกในรอบ 28 ปี
ยูซุฟบอกว่า เขาไม่ได้จับกีต้าร์มากว่า 20 ปี (หลังรับอิสลามได้สักพัก) แต่เป็นเพราะมุฮัมหมัด ลูกชายของเขาที่นำกีต้าร์เข้ามาในบ้านแล้วแต่งเพลงอยู่ในห้องนอน ยูซุฟเลยจับกีต้าร์อีก
อ้างอิง: http://onlineislamicstore.com/yusufislam.html
http://www.mjoe.at/infos_lifestyle.htm
ขอบคุณที่เอื้อเฟื้อข้อมูล